ครม. เห็นชอบมาตรการยกระดับความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ภาครัฐ ดัน MFA คุมเข้มระบบสำคัญทั่วประเทศ
คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบแนวทางป้องกันความเสียหายจากกรณีข้อมูลบัญชีผู้ใช้งาน (Credential) รั่วไหล ตามข้อเสนอของคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (กมช.) เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2569 โดยให้หน่วยงานภาครัฐทั่วประเทศยกระดับการยืนยันตัวตนแบบหลายปัจจัย (MFA) กับระบบสำคัญ บัญชีผู้ดูแลระบบ บัญชีสิทธิสูง และระบบให้บริการประชาชน เช่น ระบบ ThaiD หรือวิธีการยืนยันตัวตนที่มีความมั่นคงปลอดภัยสูง เพื่อป้องกันผู้ไม่หวังดีนำชื่อผู้ใช้งานและรหัสผ่านที่รั่วไหลไปสวมรอยเข้าระบบ อันอาจนำไปสู่การเข้าถึงหรือแก้ไขข้อมูลโดยมิชอบ โดยสำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) จะประสานให้หน่วยงานต่าง ๆ ดำเนินการตามกรอบเวลา 30–60–90 วัน
การดำเนินงานแบ่งเป็น 3 ระยะ ระยะแรก (30 วัน) สำรวจระบบสารสนเทศสำคัญ ตรวจสอบรายการระบบและ URL ที่เกี่ยวข้อง บังคับปรับปรุงรหัสผ่านผู้ใช้งานทั้งหมด ปิดหรือลบระบบที่ไม่ใช้งาน และรายงานสถานะการใช้ MFA พร้อมแผนปรับปรุงระบุผู้รับผิดชอบและกรอบเวลา ระยะที่สอง (60 วัน) เร่งเปิดใช้ MFA กับบัญชีผู้ดูแลระบบ บัญชีสิทธิสูง บัญชีที่เข้าถึงระบบจากภายนอก ระบบให้บริการประชาชน และระบบที่จัดเก็บข้อมูลส่วนบุคคล ส่วนระบบเดิมที่ยังใช้ MFA ไม่ได้ทันที ให้กำหนดมาตรการทดแทน เช่น จำกัดแหล่งที่มาการเข้าสู่ระบบและทบทวนสิทธิผู้ใช้งาน ระยะที่สาม (90 วัน) ขยายการใช้ MFA ไปยังระบบอื่นตามระดับความเสี่ยง พร้อมนำมาตรฐานความมั่นคงปลอดภัยเว็บไซต์และระบบคลาวด์มาใช้ประกอบการจัดหาและดูแลระบบภาครัฐ
ตลอดกระบวนการนี้ ศูนย์ประสานการรักษาความมั่นคงปลอดภัยระบบคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (ThaiCERT) จะสนับสนุนการแจ้งเตือนและให้คำแนะนำทางเทคนิคอย่างใกล้ชิด หากพบพฤติกรรมผิดปกติหรือการเข้าถึงข้อมูลโดยมิชอบ หน่วยงานต้องเร่งควบคุมเหตุ เก็บรักษาพยานหลักฐาน และแจ้ง สกมช. ทันที มาตรการนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ภาครัฐ ลดความเสี่ยงต่อข้อมูลประชาชน และเสริมสร้างความเชื่อมั่นของทุกภาคส่วนต่อบริการดิจิทัลภาครัฐในระยะยาว

ขอขอบคุณข้อมูลจาก สำนักงาน สกมช. https://www.ncsa.or.th/news/ed0757a930303767f20001a1?category=news