ผู้บริหารมหาวิทยาลัยลักษณ์ เข้าร่วมฝึกเพื่อรับมือกับภัยคุกคามทางไซเบอร์ในระดับร้ายแรง (War room) ภายใต้กิจกรรม “Thailand’s National Cyber Exercise 2025”
เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2568 เวลา 13.30 – 16.30 น. ผู้บริหารมหาวิทยาลัยลักษณ์ นำโดย รองศาสตราจารย์ ดร.สุวิทย์ วุฒิสุทธิเมธาวี รองอธิการบดีฝ่ายแผนยุทธศาสตร์และธรรมาภิบาล พร้อมด้วย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ณิชนันทน์ กิตติพัฒนบวร ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายข้อมูลและนวัตกรรมดิจิทัล ดร.เปรมฤดี นุ่นสังข์ ผู้อำนวยการศูนย์นวัตกรรมดิจิทัล นายจักรินทร์ ล้วนศิริ รองผู้อำนวยการศูนย์นวัตกรรมดิจิทัล และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมรับการฝึกเพื่อรับมือกับภัยคุกคามทางไซเบอร์ในระดับร้ายแรง (War room) ณ ห้องประชุม 2 อาคารศูนย์นวัตกรรมดิจิทัล
เพื่อให้การดำเนินงานด้านการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ของมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ เป็นไปตามนโยบายและข้อกำหนดของ สกมช. ภายใต้กิจกรรม “Thailand’s National Cyber Exercise 2025″เพื่อเสริมสร้างความพร้อมและความแข็งแกร่งของระบบความมั่นคงไซเบอร์ของประเทศ การฝึกซ้อมในครั้งนี้มีผู้เข้าร่วมกว่า 900 คนจาก 210 หน่วยงานสำคัญ ทั้งภาครัฐและเอกชน รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ (Critical Infrastructure Institutions – CII) ซึ่งการฝึกซ้อมนี้มีเป้าหมายเพื่อเพิ่มความพร้อมในการรับมือกับเหตุการณ์ภัยไซเบอร์ระดับชาติในสถานการณ์ที่รุนแรง โดยมีการจำลองเหตุการณ์จริงที่เกิดขึ้นใน War Room ซึ่งทำหน้าที่เป็นศูนย์บัญชาการเหตุการณ์ไซเบอร์เสมือนจริงผู้เข้าร่วมในซ้อม War Room ประกอบด้วยผู้นำด้านความมั่นคงปลอดภัยสารสนเทศระดับสูง (CISO) ผู้บริหารระดับสูง ผู้เชี่ยวชาญด้านไซเบอร์ ผู้แทนจากหน่วยงานโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ หน่วยงานภาครัฐและเอกชน รวมถึงหน่วยงานควบคุมและกำกับดูแลต่างๆ เช่น ThaiCERT และ Sectoral CERTs การฝึกซ้อมในครั้งนี้เป็นการสร้างความร่วมมือและการประสานงานข้ามหน่วยงานอย่างใกล้ชิดเพื่อเตรียมรับมือกับเหตุการณ์ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต โดยการจำลองสถานการณ์ใน War Room จะช่วยให้ CISO และทีมงานทุกหน่วยงานสามารถประเมินสถานการณ์ภัยไซเบอร์แบบเรียลไทม์ สั่งการและประสานงานข้ามหน่วยงานได้อย่างรวดเร็ว จัดลำดับความสำคัญในการตอบโต้และดำเนินการบรรเทาผลกระทบ รวมถึงลดผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตของประชาชนให้กลับสู่ภาวะปกติได้โดยเร็วที่สุด เพื่อความมั่นคงของประเทศ
การฝึกซ้อมในครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาความสามารถในการรับมือกับภัยคุกคามไซเบอร์ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต โดยยกระดับความพร้อมของประเทศในด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ให้สามารถตอบสนองได้อย่างทันท่วงทีและมีประสิทธิภาพ แล้วนำผลไปปรับปรุง แผนรับมือภัยไซเบอร์ต่อไป